แชร์ไปได้บุญ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อายัดทรัพย์สิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อายัดทรัพย์สิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

จะทำอย่างไร เมื่อทรัพย์สินถูกอายัด?

สุขที่ใจวันนี้ อยากจะมาให้ความรู้ ความเข้าใจถึงขั้นตอนการอายัด เหตุผล และผลที่เกิดจากการอายัด เมื่ออ่านแล้ว จะเข้าใจกระบวนอายัดของ ปปง. ซึ่งทำให้เราหายสงสัย และไม่วิตกจนเกินไป 

นอกจากนี้ก็ยังเป็นความรู้ทางกฎหมาย ที่รู้ไว้ใช่ว่า...  เราก็จะได้เป็นผู้ที่รอบ รู้กว้าง ประเทืองปัญญาอีกโสตหนึ่ง 



ขอบคุณภาพจาก
http://www.lokwannee.com/web2013/?p=251424
การอายัดทรัพย์สินของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)

คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. มีอำนาจอายัดทรัพย์สินได้ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 34 (3) และ มาตรา 48 วรรค 1: “ในการตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า อาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินใดที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกินเก้าสิบวัน


เหตุผลของการอายัด คือ คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการขาย โอน ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินนั้น ถ้าไม่อายัดทรัพย์สินนั้นไว้ หากศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สำนักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาได้


กรณีที่จะอายัดทรัพย์สินได้ จะต้องมีเหตุดังนี้


1. ทรัพย์สินนั้น เป็นทรัพย์สินที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน


2. มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จะมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินนั้น


ผลที่เกิดขึ้นจากการอายัดทรัพย์สิน


1. เจ้าของทรัพย์สินไม่สามารถขาย หรือโอน หรือโยกย้ายทรัพย์สินนั้นได้


2. ดอกผลที่เกิดขึ้นระหว่างเวลาที่อายัดทรัพย์สิน ก็ถูกอายัดด้วยเช่นกัน


3. กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของเจ้าของทรัพย์สินนั้น


คำถาม : 
เจ้าของทรัพย์สินจะทำอย่างไรได้บ้าง ?


คำตอบ :

1. ขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินนั้น ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือทราบคำสั่ง

2. ขอใช้ทรัพย์สินนั้นในระหว่างที่ถูกอายัด


คำถาม : เจ้าหน้าที่จะนำทรัพย์สินนั้นไปขายทอดตลาดได้หรือไม่ ?


คำตอบ คือ ไม่ได้ เพราะจะต้องมี “คำพิพากษา หรือคำสั่งศาลถึงที่สุด” ให้ยึดทรัพย์สินนั้นก่อน


คำพิพากษา หรือคำสั่งศาลถึงที่สุด หมายถึง คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลในประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องต่อศาล ซึ่งเป็นคำตัดสินสุดท้าย ไม่มีผู้ใดร้องเรียนได้ ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาของศาลฎีกา, คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่คู่ความฝ่ายโจทก์และหรือฝ่ายจำเลยไม่มีการยื่นฎีกา หรือไม่ยื่นฎีกาภายในเวลาที่กำหนด, คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่คู่ความฝ่ายโจทก์และหรือฝ่ายจำเลยไม่มีการยื่นอุทธรณ์ หรือไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด


คำถาม : เจ้าหน้าที่จะให้ผู้อื่นมาใช้ทรัพย์สินนั้นได้หรือไม่ ?


คำตอบ คือ ไม่ได้ เนื่องจากผลของการอายัด จำกัดสิทธิ์เจ้าของทรัพย์สินไม่ให้ขาย โอน ยักย้ายทรัพย์สินนั้น แต่ไม่กระทบต่อกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สิน


ข้อสังเกต : ทรัพย์สินที่ถูกอายัด ยังถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด (ฐานฟอกเงิน) เพียงแต่ต้องสงสัยว่า อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ในขณะอายัดทรัพย์สินศาลยังไม่มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน และหากกระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่า “เจ้าของทรัพย์สินไม่ได้กระทำความผิด” และ หรือ “ทรัพย์สินนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด” คำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องถูกเพิกถอนไป


เมื่อกระบวนการยุติธรรมยังดำเนินไปไม่ถึงที่สุด กล่าวคือ ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลถึงที่สุดว่า “ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยกระทำความผิด” ต้องถือว่า “ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์” 


ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดหากทรัพย์สินถูกอายัด และทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เราควรจะอดทน ข่มใจ และรออย่างใจเย็น ให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องช่วยจัดการและดำเนินการต่อไปจนกว่าความจริงจะปรากฏ แม้ทรัพย์สินนั้นเราจะมีส่วนในการเป็นเจ้าของก็ตาม 

ทุกสถานการณ์ ทำใจให้เป็นกลางๆ
จะทำให้เรามองเห็นได้ชัดขึ้น


ใจคนเรา คิดได้ทีละเรื่อง
ถ้าไม่คิดเรื่องนี้ ก็ไปคิดเรื่องโน้น
ให้ใจเราคิดในเรื่องที่ทำให้ใจมีความสุขดีกว่า